Google Keyword Planner คืออะไร? วิธีหา Keyword ทำ SEO และยิงแอดแบบมือโปร

Google Keyword Planner คืออะไร? สอนวิธีหา Keyword วิเคราะห์ Search Volume และนำ Keyword ไปใช้ทำ SEO และ Google Ads แบบมือโปร
(SCROLL)
Google Keyword Planner คืออะไร

หากกำลังมองหาวิธีหา Keyword ที่ช่วยทั้งการทำ SEO และการยิงโฆษณา Google Keyword Planner เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ควรรู้จัก เพราะช่วยค้นหา Keyword ที่เกี่ยวข้อง พร้อมดูข้อมูลอย่างปริมาณการค้นหา แนวโน้ม และระดับการแข่งขันได้ในที่เดียว สำหรับคนที่ยังไม่รู้ว่า Google Keyword Planner คืออะไร หรือใช้งานอย่างไร Pixel Pine จะพาไปรู้จักตั้งแต่พื้นฐาน พร้อมแนะนำวิธีวิเคราะห์ Keyword และนำข้อมูลไปใช้วางแผน SEO และ Google Ads ให้ตรงกับเป้าหมายมากขึ้น

Key Takeaways

  • Google Keyword Planner คือเครื่องมือจาก Google ที่ช่วยค้นหา Keyword และดูข้อมูลสำคัญสำหรับวางแผนทั้ง SEO และ Google Ads
  • เรียนรู้วิธีหา Keyword ตั้งแต่การเลือก Seed Keyword ดู Search Volume วิเคราะห์ Competition ไปจนถึงค้นหาคำที่เกี่ยวข้อง
  • การเลือก Keyword ไม่ควรดูแค่ปริมาณการค้นหา แต่ต้องพิจารณา Search Intent, ความเกี่ยวข้อง และโอกาสสร้าง Conversion ร่วมด้วย
  • เปรียบเทียบวิธีใช้ Keyword Planner สำหรับ SEO และ Google Ads เพื่อเลือก Keyword ให้เหมาะกับเป้าหมายของแต่ละช่องทาง
  • พร้อมเทคนิควิเคราะห์และจัดกลุ่ม Keyword เพื่อเปลี่ยนข้อมูลจาก Keyword Planner ให้กลายเป็น Content และแคมเปญที่นำไปใช้ได้จริง

Table of Contents

Google Keyword Planner คืออะไร?

เครื่องมือ Google Keyword Planner

Google Keyword Planner คือเครื่องมือจาก Google ที่ช่วยค้นหาและวางแผน Keyword สำหรับการทำโฆษณาบน Google Ads โดยผู้ใช้งานสามารถป้อนคำค้นหาตั้งต้นเพื่อค้นหา Keyword ที่เกี่ยวข้อง พร้อมดูข้อมูลต่าง ๆ ที่ช่วยประเมินความนิยมและศักยภาพของแต่ละคำได้ เครื่องมือนี้จึงเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการทำ Keyword Research แม้จะถูกออกแบบมาเพื่อการวางแผนโฆษณาเป็นหลักก็ตาม ข้อมูลสำคัญที่สามารถดูได้จาก Google Keyword Planner ได้แก่

  • Keyword Ideas – แนะนำคำค้นหาที่เกี่ยวข้องจาก Keyword หรือเว็บไซต์ที่กำหนด
  • Average Monthly Searches – จำนวนการค้นหาเฉลี่ยต่อเดือนของ Keyword ซึ่งช่วยประเมินความต้องการค้นหาของผู้ใช้งาน
  • Competition – ระดับการแข่งขันของ Keyword ในบริบทของ Google Ads
  • Top of Page Bid – ราคาประมูลโฆษณาโดยประมาณสำหรับตำแหน่งด้านบนของหน้าผลการค้นหา
  • แนวโน้มการค้นหา – ช่วยดูการเปลี่ยนแปลงของความสนใจใน Keyword ตามช่วงเวลา
  • Keyword Ideas ที่เกี่ยวข้อง – ช่วยต่อยอดจากคำตั้งต้นไปสู่ Keyword ใหม่ ๆ ที่อาจนำไปใช้กับ Content หรือแคมเปญโฆษณาได้

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์ นักการตลาด และคนทำคอนเทนต์มองเห็นภาพของ Demand จาก Search ได้ชัดเจนขึ้น เช่น หากกำลังทำเว็บไซต์เกี่ยวกับ Digital Marketing อาจเริ่มจากคำว่า “SEO” แล้วใช้ Keyword Planner ค้นหาคำที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปวางแผนบทความ หน้า Service หรือแคมเปญ Google Ads ต่อไป

อย่างไรก็ตาม SEO และ Google Ads สามารถใช้ Keyword ชุดเดียวกันได้ แต่มีเป้าหมายในการเลือก Keyword แตกต่างกัน โดย SEO จะให้ความสำคัญกับ Search Intent, ความเกี่ยวข้องของเนื้อหา และโอกาสสร้าง Organic Traffic ในระยะยาว ขณะที่ Google Ads จะเน้น Keyword ที่มีโอกาสสร้าง Click และ Conversion ภายใต้งบประมาณที่กำหนด ดังนั้นจึงไม่ควรเลือก Keyword จาก Search Volume เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาว่า Keyword นั้นตอบโจทย์เป้าหมายของช่องทางที่ต้องการใช้หรือไม่ด้วย

Google Keyword Planner ใช้ทำอะไรได้บ้าง?

Google Keyword Planner ใช้ทำอะไรได้บ้าง

ที่มาของภาพ: Freepik

Google Keyword Planner ไม่ได้มีประโยชน์แค่การค้นหา Keyword สำหรับยิงโฆษณาเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เห็นข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการค้นหาของผู้ใช้งาน ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดทั้งการ SEO, Content Marketing และ Google Ads ได้ โดยมีการใช้งานหลัก ๆ ดังนี้

1. หา Keyword ใหม่

เริ่มต้นด้วยการป้อน Seed Keyword หรือคำหลักที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ สินค้า บริการ หรือหัวข้อที่ต้องการทำคอนเทนต์ จากนั้น Google Keyword Planner จะเสนอ Keyword Ideas ที่เกี่ยวข้องให้เลือกจำนวนมาก ช่วยให้ค้นพบคำค้นหาใหม่ ๆ ที่อาจไม่เคยนึกถึง และนำไปต่อยอดเป็น Keyword หลักหรือ Keyword รองได้

2. ดู Search Volume

Google Keyword Planner ช่วยแสดง Average Monthly Searches หรือจำนวนการค้นหาเฉลี่ยต่อเดือนของ Keyword ซึ่งใช้ประเมินความนิยมและ Demand ของคำค้นหาได้ ตัวเลขนี้ช่วยให้เห็นว่า Keyword ใดมีคนค้นหามากหรือน้อย และสามารถนำไปใช้ประกอบการจัดลำดับความสำคัญของ Keyword ได้

อย่างไรก็ตาม Search Volume สูงไม่ได้หมายความว่า Keyword นั้นดีที่สุดเสมอไป ควรพิจารณาความเกี่ยวข้องกับธุรกิจและ Search Intent ของผู้ค้นหาร่วมด้วย

3. วิเคราะห์การแข่งขัน

ค่า Competition ช่วยให้เห็นระดับการแข่งขันของ Keyword โดยเฉพาะในบริบทของ Google Ads ซึ่งแบ่งระดับการแข่งขันออกเป็น Low, Medium และ High ข้อมูลนี้สามารถนำมาใช้ประกอบการวางแผนแคมเปญและประเมินว่า Keyword ใดมีการแข่งขันในตลาดโฆษณามากน้อยเพียงใด 

4. ดูแนวโน้ม Keyword

นอกจากตัวเลขการค้นหาเฉลี่ยแล้ว ยังสามารถใช้ข้อมูลแนวโน้มเพื่อดูว่า Keyword มีความสนใจเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลาหรือไม่ ซึ่งมีประโยชน์กับธุรกิจที่มี Seasonal Keyword เช่น “ของขวัญปีใหม่”, “ที่เที่ยวหน้าหนาว” หรือ “โรงแรมสงกรานต์” เพราะช่วยให้วางแผน Content และแคมเปญให้สอดคล้องกับช่วงที่มีความต้องการสูงได้ 

5. ประเมินค่าใช้จ่าย Google Ads

สำหรับผู้ที่ต้องการยิงโฆษณา Google Ads สามารถดูข้อมูล Top of Page Bid ซึ่งเป็นค่าประมาณของราคาเสนอสำหรับโฆษณาที่ต้องการแสดงบริเวณด้านบนของหน้าผลการค้นหา ข้อมูลนี้ช่วยให้ประเมินต้นทุนเบื้องต้นและเปรียบเทียบว่า Keyword แต่ละคำมีการแข่งขันด้านราคามากน้อยเพียงใด

ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงค่าประมาณ ไม่ใช่ราคาที่รับประกันว่าจะต้องจ่ายจริง เพราะต้นทุนโฆษณาขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น การแข่งขัน คุณภาพโฆษณา และการตั้งค่าแคมเปญ

6. ใช้วางแผน Keyword สำหรับ SEO

แม้ Google Keyword Planner จะถูกสร้างขึ้นสำหรับการวางแผน Google Ads แต่ Keyword Ideas ที่ได้สามารถนำมาต่อยอดกับ SEO ได้ เช่น ใช้หา Keyword หลักและ Keyword รองสำหรับบทความ วาง Content Plan, Topic Cluster รวมถึงจัดโครงสร้างเนื้อหาให้ครอบคลุมคำค้นหาที่เกี่ยวข้อง

ตัวอย่างเช่น หาก Seed Keyword คือ “ทำ SEO” อาจพบ Keyword ที่เกี่ยวข้องอย่าง “SEO คืออะไร”, “วิธีทำ SEO”, “บริษัทรับทำ SEO” หรือ “SEO ราคา” จากนั้นสามารถนำแต่ละคำไปจัดกลุ่มตาม Search Intent และกำหนดว่าจะใช้กับ Blog, Service Page หรือ Landing Page เพื่อสร้างโครงสร้างเว็บไซต์ที่ตอบโจทย์ผู้ค้นหาได้มากขึ้น

Google Keyword Planner ฟรีไหม?

Google Keyword Planner สามารถใช้งานได้โดยไม่เสียค่าบริการสำหรับตัวเครื่องมือโดยตรง โดยเข้าถึงผ่านบัญชี Google Ads เหมาะสำหรับทั้งผู้ที่ต้องการหา Keyword เพื่อวางแผน SEO และผู้ที่ต้องการเตรียม Keyword สำหรับทำโฆษณา อย่างไรก็ตาม ระดับรายละเอียดของข้อมูลหรือฟังก์ชันบางอย่างอาจแตกต่างกันไปตามสถานะและการตั้งค่าของบัญชี Google Ads

สิ่งสำคัญคือควรแยกให้ออกระหว่างการใช้ Keyword Planner กับ การลงโฆษณาบน Google Ads เพราะ Keyword Planner เป็นเครื่องมือสำหรับค้นหาและวางแผน Keyword ขณะที่ Google Ads เป็นแพลตฟอร์มโฆษณาที่มีค่าใช้จ่ายเมื่อสร้างและรันแคมเปญจริง ดังนั้นการใช้ Keyword Planner ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเสียเงินยิงแอดทันที

ดังนั้น หากถามว่าGoogle Keyword Planner ฟรีไหม? คำตอบคือ ตัว Keyword Planner ไม่ได้คิดค่าบริการแยกสำหรับการใช้งานเครื่องมือ แต่ไม่ควรตีความว่า Google Ads เป็นบริการฟรีทั้งหมด เพราะเมื่อเริ่มสร้างแคมเปญและลงโฆษณาจริง จะมีค่าใช้จ่ายตามการตั้งงบประมาณและรูปแบบการประมูลของแคมเปญ 

วิธีใช้ Google Keyword Planner หา Keyword 

การใช้ Google Keyword Planner หา Keyword ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่หลายคนคิด เพียงเริ่มจากคำที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหรือหัวข้อที่ต้องการทำ Content แล้วใช้ข้อมูลจากเครื่องมือมาช่วยวิเคราะห์และคัดเลือก Keyword ที่เหมาะสม โดยสามารถทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ 

วิธีใช้ Google Keyword Planner หา Keyword

ขั้นตอนที่ 1: เข้า Google Keyword Planner

เริ่มจากเข้าสู่ระบบ Google Ads ด้วยบัญชี Google ที่ต้องการใช้งาน จากนั้นไปที่เครื่องมือ Keyword Planner ซึ่งอยู่ภายในระบบ Google Ads โดยสามารถใช้สำหรับค้นหา Keyword ใหม่และวางแผน Keyword ที่ต้องการนำไปใช้กับแคมเปญได้

สำหรับคนที่ต้องการทำ SEO สามารถใช้ข้อมูลจาก Keyword Planner เป็นจุดเริ่มต้นของการทำ Keyword Research ได้เช่นกัน โดยไม่จำเป็นต้องสร้างโฆษณาทันที

ขั้นตอนที่ 2: เลือก “Discover New Keywords”

เมื่อเข้าสู่ Keyword Planner ให้เลือก Discover New Keywords เพื่อค้นหา Keyword ใหม่จากคำตั้งต้น หรือ Seed Keyword ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ สินค้า บริการ หรือหัวข้อที่ต้องการทำ Content

ตัวอย่างเช่น หากเป็นธุรกิจ Digital Marketing Agency และต้องการหา Keyword สำหรับบริการ SEO อาจเริ่มจาก Seed Keyword อย่าง ทำ SEO จากนั้น Google Keyword Planner จะนำเสนอคำค้นหาที่เกี่ยวข้อง เช่น

  • บริษัท SEO
  • รับทำ SEO
  • SEO Agency
  • SEO ราคา
  • SEO คืออะไร

จาก Keyword Ideas เหล่านี้สามารถนำไปวิเคราะห์ต่อว่าแต่ละคำเหมาะกับ SEO, Google Ads หรือหน้าเว็บไซต์ประเภทใด

ขั้นตอนที่ 3: ใส่ Keyword ที่ต้องการค้นหา

ควรเริ่มจาก Seed Keyword ที่ตรงกับสินค้า บริการ หรือ Topic มากที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องใส่คำค้นหาที่เฉพาะเจาะจงมากตั้งแต่แรก เพราะเป้าหมายในขั้นตอนนี้คือการเปิดโอกาสให้ Keyword Planner ช่วยค้นหา Keyword ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

ตัวอย่างเช่น หากต้องการทำ Content เกี่ยวกับ SEO อาจเริ่มจากคำกว้าง ๆ อย่าง SEO หรือหากต้องการเน้นบริการ อาจใช้ รับทำ SEO จากนั้นนำ Keyword Ideas ที่ได้มาคัดกรองตาม Search Intent และความเกี่ยวข้องกับธุรกิจอีกครั้ง

ขั้นตอนที่ 4: กำหนด Location และ Language

การกำหนด Location และ Language มีความสำคัญ เพราะพฤติกรรมการค้นหาและปริมาณ Search Volume ของ Keyword อาจแตกต่างกันตามพื้นที่และภาษา หากทำ SEO หรือ Google Ads สำหรับตลาดไทย ก็ควรตั้งค่าพื้นที่ให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย

ตัวอย่างการตั้งค่า เช่น

  • Location: Thailand
  • Location: Bangkok
  • Language: Thai
  • Language: English

หากเป็นธุรกิจที่ให้บริการเฉพาะพื้นที่ เช่น ร้านอาหาร คลินิก หรือบริษัทที่รับงานในกรุงเทพฯ การเลือก Location ให้เฉพาะเจาะจงมากขึ้นจะช่วยให้ข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายมากกว่าเดิม

ขั้นตอนที่ 5: วิเคราะห์ Keyword Ideas

เมื่อได้รายการ Keyword แล้ว อย่าเพิ่งเลือกคำที่มี Search Volume สูงที่สุดทันที แต่ควรดูข้อมูลแต่ละ Metric ร่วมกัน เพื่อประเมินว่า Keyword ใดเหมาะกับเป้าหมายของเว็บไซต์หรือแคมเปญมากที่สุด 

Metricใช้ดูอะไร
Keywordคำค้นหาที่ผู้ใช้งานอาจใช้ค้นหาสินค้า บริการ หรือข้อมูล
Avg. Monthly Searchesปริมาณการค้นหาเฉลี่ยต่อเดือน ใช้ประเมิน Search Demand
Competitionระดับการแข่งขันของ Keyword ใน Google Ads
Top of Page Bidค่าประมาณราคาเสนอสำหรับโฆษณาบริเวณด้านบนของผลการค้นหา
Keyword Trendsแนวโน้มความสนใจหรือการค้นหาของ Keyword ตามช่วงเวลา

สำหรับการทำ SEO ควรนำข้อมูลเหล่านี้ไปวิเคราะห์ร่วมกับ Search Intent, ความเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ และโอกาสสร้าง Organic Traffic ส่วนการทำ Google Ads ควรให้ความสำคัญเพิ่มเติมกับ Competition, Top of Page Bid และโอกาสในการสร้าง Conversion 

วิธีเลือก Keyword จาก Google Keyword Planner สำหรับทำ SEO

วิธีเลือก Keyword จาก Google Keyword Planner สำหรับทำ SEO

ที่มาของภาพ: Freepik

การมี Keyword จำนวนมากจาก Google Keyword Planner ไม่ได้หมายความว่าจะนำทุกคำไปใช้ทำ SEO ได้ทั้งหมด เพราะ Keyword ที่เหมาะกับ Google Ads อาจไม่ใช่ Keyword ที่ดีที่สุดสำหรับ SEO การเลือก Keyword สำหรับ Organic Search จึงควรดูมากกว่า Search Volume โดยพิจารณาทั้ง Search Intent, ความเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ ระดับการแข่งขัน และโอกาสในการสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจ 

1. ดู Search Intent

Search Intent คือเจตนาหรือความต้องการเบื้องหลังการค้นหาของผู้ใช้งาน การเข้าใจ Intent ช่วยให้เลือก Keyword และสร้าง Content ได้ตรงกับสิ่งที่ผู้ค้นหาต้องการมากขึ้น โดยทั่วไปสามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ได้แก่

  • Informational – ต้องการหาข้อมูลหรือคำตอบ เช่น “Google Keyword Planner คืออะไร”
  • Navigational – ต้องการค้นหาเว็บไซต์หรือแบรนด์ที่เฉพาะเจาะจง เช่น “Google Keyword Planner”
  • Commercial – กำลังค้นคว้าและเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ เช่น “เครื่องมือ Keyword Research ราคา”
  • Transactional – มีแนวโน้มต้องการซื้อหรือใช้บริการ เช่น “รับทำ SEO ราคา”

ดังนั้น ก่อนเลือก Keyword ควรถามว่า คนที่ค้นหาคำนี้ต้องการอะไร? แล้วตรวจสอบว่าหน้าเว็บไซต์หรือ Content ที่กำลังจะสร้างสามารถตอบความต้องการนั้นได้หรือไม่

2. อย่าเลือกจาก Search Volume อย่างเดียว

Search Volume เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ แต่ไม่ควรใช้เป็นเกณฑ์เดียวในการเลือก Keyword เพราะ Keyword ที่มีปริมาณการค้นหาสูงอาจมีการแข่งขันสูง หรือมี Search Intent ที่ไม่ตรงกับธุรกิจ

ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ที่ให้บริการรับทำ SEO อาจพบว่า Keyword “SEO” มี Search Volume สูง แต่คนที่ค้นหาคำดังกล่าวอาจต้องการเพียงความรู้พื้นฐาน ในขณะที่ Keyword อย่าง “รับทำ SEO ราคา” อาจมี Search Volume ต่ำกว่า แต่สะท้อนความต้องการใช้บริการได้ชัดเจนกว่า

ดังนั้น ควรประเมิน Keyword จาก 4 ปัจจัยหลักร่วมกัน: Search Volume + Search Intent + Relevance + Competition

หาก Keyword มีคนค้นหาในระดับที่เหมาะสม ตรงกับสิ่งที่เว็บไซต์นำเสนอ และมีโอกาสสร้าง Traffic หรือ Conversion ก็อาจมีคุณค่ามากกว่าคำที่มี Search Volume สูงเพียงอย่างเดียว

3. หา Long-tail Keyword

Long-tail Keyword คือ Keyword ที่มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น โดยมักประกอบด้วยคำหลายคำและสื่อถึงความต้องการของผู้ค้นหาได้ชัดเจนกว่า Keyword กว้าง ๆ ตัวอย่างเช่น Keyword Research -> วิธีทำ Keyword Research สำหรับมือใหม่

แม้ Keyword แบบ Long-tail อาจมี Search Volume ต่ำกว่าคำกว้าง แต่สามารถช่วยให้วางคอนเทนต์ได้ตรงกับ Search Intent มากขึ้น และในบางกรณีอาจมีการแข่งขันน้อยกว่า

นอกจากนี้ Long-tail Keyword ยังสามารถนำไปต่อยอดเป็นหัวข้อบทความหรือคำถามย่อยภายใน Content ได้ เช่น “วิธีหา Keyword”, “วิธีวิเคราะห์ Search Volume” หรือ “วิธีเลือก Keyword สำหรับ SEO” ทำให้เนื้อหาครอบคลุมความต้องการของผู้ค้นหาได้มากขึ้น 

4. ดู Keyword ที่มี Business Value

สำหรับเว็บไซต์ธุรกิจ เป้าหมายของ SEO ไม่ควรมีเพียงการเพิ่ม Organic Traffic แต่ควรพิจารณาด้วยว่า Traffic ที่ได้มีโอกาสนำไปสู่ Conversion หรือไม่

ตัวอย่างเช่น หากเว็บไซต์ให้บริการ Digital Marketing การทำอันดับด้วย Keyword อย่าง “SEO คืออะไร” อาจช่วยสร้าง Awareness และ Traffic แต่ Keyword อย่าง “บริษัทรับทำ SEO” หรือ “รับทำ SEO ราคา” มีแนวโน้มสะท้อนความต้องการใช้บริการมากกว่า จึงควรแบ่ง Keyword ตามบทบาทใน Customer Journey เช่น 

ประเภท Keywordตัวอย่างเป้าหมาย
InformationalSEO คืออะไรสร้าง Awareness
Informationalวิธีทำ SEOให้ความรู้
Commercialบริษัท SEO ที่ไหนดีช่วยตัดสินใจ
Transactionalรับทำ SEO ราคาสร้าง Lead / Conversion

การเลือก Keyword ที่ดีจึงไม่ใช่การหาเพียงคำที่ “คนค้นหาเยอะ” แต่คือการหาคำที่คนค้นหาตรงกับสิ่งที่เว็บไซต์มีให้และมีโอกาสพาผู้ใช้งานไปสู่เป้าหมายของธุรกิจ ได้จริง 

วิธีใช้ Google Keyword Planner หา Keyword สำหรับ Google Ads

สำหรับการทำ Google Ads เป้าหมายของการเลือก Keyword แตกต่างจาก SEO เพราะไม่ได้มองเพียงว่า Keyword ใดมี Search Volume สูง แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าคำค้นหานั้นสะท้อนความต้องการซื้อหรือใช้บริการมากน้อยแค่ไหน และมีโอกาสนำไปสู่ Conversion หรือไม่

เลือก Keyword ที่มีโอกาสสร้าง Conversion

ควรให้ความสำคัญกับ Keyword ที่แสดง Purchase Intent หรือมีสัญญาณว่าผู้ค้นหากำลังมองหาสินค้า บริการ หรือพร้อมตัดสินใจมากขึ้น เช่น

  • ราคา – “รับทำ SEO ราคา”
  • ซื้อ – “ซื้อรองเท้าวิ่ง”
  • โปรโมชั่น – “โปรโมชั่นโรงแรมกรุงเทพ”
  • ใกล้ฉัน – “ร้านทำฟันใกล้ฉัน”
  • รับทำ – “รับทำเว็บไซต์”
  • บริษัท – “บริษัทรับทำ SEO”
  • บริการ – “บริการ Digital Marketing”

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าต้องเลือกเฉพาะ Keyword ที่มีคำเหล่านี้เสมอไป ควรดู Search Intent และบริบทของธุรกิจ ประกอบกัน เพราะบาง Keyword ที่ไม่มีคำแสดงความต้องการซื้ออย่างชัดเจนก็สามารถสร้าง Conversion ได้เช่นกัน

ดู Competition และ Top of Page Bid

หลังจากได้ Keyword ที่เกี่ยวข้องแล้ว สามารถใช้ข้อมูล Competition และ Top of Page Bid ใน Google Keyword Planner เพื่อช่วยประเมินการแข่งขันและต้นทุนโฆษณาเบื้องต้น

Competition ใช้ดูระดับการแข่งขันของ Keyword ใน Google Ads ว่ามีผู้ลงโฆษณาแข่งขันกันมากน้อยเพียงใด ส่วน Top of Page Bid เป็นค่าประมาณราคาเสนอสำหรับโฆษณาที่ต้องการแสดงบริเวณด้านบนของหน้าผลการค้นหา ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เปรียบเทียบ Keyword ได้ เช่น หากมี Keyword 2 คำที่มี Search Volume ใกล้เคียงกัน แต่คำหนึ่งมี Top of Page Bid สูงกว่าอย่างมาก อาจสะท้อนว่าคำนั้นมีมูลค่าทางธุรกิจหรือการแข่งขันด้านโฆษณาสูงกว่า

อย่างไรก็ตาม Top of Page Bid ไม่ใช่ราคาที่ต้องจ่ายจริงแบบตายตัว เพราะต้นทุน Google Ads ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น เช่น การแข่งขันจริงในขณะประมูล คุณภาพโฆษณา และการตั้งค่า Campaign

จัดกลุ่ม Keyword

เมื่อได้ Keyword จำนวนมาก ไม่ควรนำทุกคำไปใส่รวมกันใน Ad Group เดียว แต่ควรจัดกลุ่ม Keyword ตาม Search Intent, สินค้า หรือบริการ เพื่อให้ Keyword, โฆษณา และ Landing Page มีความเกี่ยวข้องกันมากที่สุด ตัวอย่างเช่น หากเป็น Digital Marketing Agency อาจแบ่งกลุ่มได้ดังนี้ 

Ad Groupตัวอย่าง Keyword
รับทำ SEOรับทำ SEO, บริษัท SEO, SEO Agency
SEO ราคารับทำ SEO ราคา, SEO ราคา, ค่าบริการ SEO
Google Adsรับทำ Google Ads, บริษัท Google Ads, Google Ads Agency

การจัดกลุ่มลักษณะนี้ช่วยให้สามารถเขียนข้อความโฆษณาให้ตรงกับ Keyword มากขึ้น และส่งผู้ใช้งานไปยัง Landing Page ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ค้นหา ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการวางโครงสร้าง Google Ads ให้มีประสิทธิภาพ 

Google Keyword Planner กับ SEO Keyword Research ต่างกันอย่างไร?

แม้ Google Keyword Planner จะเป็นเครื่องมือที่สามารถนำมาใช้ช่วยค้นหา Keyword ได้ทั้งสำหรับ SEO และ Google Ads แต่แนวทางในการนำข้อมูลไปวิเคราะห์มีความแตกต่างกัน เพราะ SEO มุ่งเน้นการสร้าง Organic Traffic ในระยะยาว ขณะที่ Google Ads เป็นการซื้อพื้นที่โฆษณาเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้รวดเร็วขึ้น ดังนั้น Keyword เดียวกันอาจมีคุณค่าแตกต่างกันตามวัตถุประสงค์ของการนำไปใช้ 

หัวข้อSEOGoogle Ads
เป้าหมายสร้าง Organic Trafficสร้าง Paid Traffic
Keywordเน้น Search Intent และ Topicเน้น Search Intent และ Conversion
Competitionวิเคราะห์คู่แข่งใน Organic Searchดูการแข่งขันใน Google Ads
Search Volumeใช้ประเมิน Search Demand และศักยภาพของ Topicใช้วางแผน Traffic และประมาณการโอกาสในการแสดงโฆษณา
Costไม่เสียค่า Click จาก Organic Searchมีค่าใช้จ่ายเมื่อโฆษณาถูกคลิกหรือเป็นไปตามรูปแบบการคิดเงินของ Campaign
ผลลัพธ์มักเน้นผลลัพธ์ระยะกลางถึงระยะยาวสามารถเริ่มสร้าง Traffic ได้รวดเร็วเมื่อ Campaign พร้อมทำงาน

ตัวอย่างเช่น Keyword “รับทำ SEO” สามารถนำไปใช้ได้ทั้งสองช่องทาง แต่สำหรับ SEO อาจนำไปสร้างหน้า Service Page ที่ตอบคำถามและความต้องการของคนที่กำลังมองหาบริการ ขณะที่ Google Ads สามารถนำ Keyword เดียวกันไปใช้กับโฆษณาที่เน้นการสร้าง Lead หรือ Conversion โดยส่งผู้ใช้งานไปยัง Landing Page ที่เกี่ยวข้อง

สิ่งที่ควรระวังคือ Competition ใน Google Keyword Planner เป็นข้อมูลการแข่งขันสำหรับ Google Ads ไม่ใช่ค่า SEO Keyword Difficulty หากต้องการประเมินความยากในการทำ Organic Search ควรดูคู่แข่งบนหน้าผลการค้นหา คุณภาพและความเกี่ยวข้องของ Content รวมถึงปัจจัยด้าน SEO อื่น ๆ ประกอบด้วย

CTA:  ตัวอย่างแผน SEO 90 วัน สำหรับธุรกิจ SME

วิธีวิเคราะห์ Keyword ให้ได้คำที่น่าใช้มากที่สุด

วิธีวิเคราะห์ Keyword ให้ได้คำที่น่าใช้มากที่สุด

ที่มาของภาพ: Freepik

การหา Keyword จาก Google Keyword Planner ได้จำนวนมากไม่ได้แปลว่าทุกคำจะเหมาะสำหรับนำไปทำ SEO หรือ Google Ads สิ่งสำคัญคือการนำ Keyword ที่ได้มาคัดกรองและจัดลำดับความสำคัญ โดยสามารถใช้ Framework ง่าย ๆ คือ 

1. Relevance: Keyword เกี่ยวข้องกับธุรกิจไหม? 

ขั้นแรกควรดูว่า Keyword มีความเกี่ยวข้องกับสินค้า บริการ หรือเนื้อหาของเว็บไซต์มากน้อยแค่ไหน หาก Keyword มี Search Volume สูงแต่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เว็บไซต์นำเสนอ ก็อาจไม่สร้างคุณค่าในระยะยาว

ตัวอย่างเช่น หากเป็นบริษัทรับทำ SEO Keyword อย่าง “รับทำ SEO” มีความเกี่ยวข้องโดยตรง ขณะที่ “SEO คืออะไร” อาจเกี่ยวข้องในเชิง Content แต่ผู้ค้นหาอาจยังไม่ได้มีความต้องการใช้บริการ

2. Intent: Keyword ตรงกับ Search Intent หรือไม่? 

เมื่อรู้ว่า Keyword เกี่ยวข้องกับธุรกิจแล้ว ขั้นต่อมาคือดูว่าผู้ค้นหาต้องการอะไร เพราะ Keyword เดียวกันอาจมีความหมายหรือเจตนาที่แตกต่างกัน

ตัวอย่างเช่น

  • “SEO คืออะไร” → ต้องการข้อมูล
  • “วิธีทำ SEO” → ต้องการเรียนรู้วิธีการ
  • “บริษัทรับทำ SEO” → กำลังพิจารณาผู้ให้บริการ
  • “รับทำ SEO ราคา” → มีแนวโน้มกำลังเปรียบเทียบราคาและบริการ

สำหรับ SEO ควรเลือก Keyword ที่สามารถสร้าง Content ให้ตอบ Search Intent ได้อย่างครบถ้วน ส่วน Google Ads ควรให้ความสำคัญกับ Keyword ที่มีแนวโน้มสอดคล้องกับเป้าหมายของ Campaign และ Conversion

3. Search Volume: มีคนค้นหามากน้อยแค่ไหน? 

จากนั้นดู Average Monthly Searches เพื่อประเมินว่ามีความต้องการค้นหา Keyword นั้นมากน้อยเพียงใด ข้อมูลนี้ช่วยจัดลำดับความสำคัญของ Keyword และวางแผน Content หรือ Campaign ได้ แต่ควรจำไว้ว่า Search Volume สูงไม่เท่ากับ Keyword ดีที่สุด เพราะ Keyword ที่มีคนค้นหาจำนวนมากอาจไม่ตรงกับ Search Intent หรือมีการแข่งขันสูงจนสร้างผลลัพธ์ได้ยาก

4. Competition: แข่งขันสูงเกินไปหรือไม่? 

เมื่อรู้ Search Volume แล้ว ควรประเมินระดับการแข่งขันเพิ่มเติม สำหรับข้อมูล Competition ใน Google Keyword Planner จะเน้นการแข่งขันใน Google Ads ดังนั้นไม่ควรนำตัวเลขนี้ไปตีความเป็น SEO Difficulty โดยตรง หากเป็น SEO ควรตรวจสอบผลการค้นหาจริงเพิ่มเติม เช่น เว็บไซต์ที่ติดอันดับ คุณภาพของ Content และความแข็งแรงของคู่แข่ง เพื่อประเมินว่ามีโอกาสแข่งขันมากน้อยเพียงใด

5. Business Value: มีโอกาสสร้าง Lead หรือ Conversion หรือไม่? 

ขั้นสุดท้ายคือถามว่า Keyword นี้สร้างคุณค่าให้ธุรกิจได้หรือไม่ เพราะเป้าหมายของ SEO และ Google Ads ไม่ควรหยุดอยู่แค่การเพิ่ม Traffic แต่ควรนำผู้ใช้งานที่มีความต้องการตรงกับธุรกิจเข้ามาสู่เว็บไซต์ 

ตัวอย่างเช่น หากเว็บไซต์ให้บริการ SEO 

  • “SEO คืออะไร” อาจเหมาะสำหรับสร้าง Awareness และ Organic Traffic
  • “รับทำ SEO ราคา” อาจมี Business Value สูงกว่า เพราะสะท้อนความต้องการใช้บริการที่ชัดเจน 

ดังนั้น Keyword ที่น่าใช้ที่สุดอาจไม่ใช่คำที่มี Search Volume สูงสุด แต่เป็นคำที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจตรงกับ Search Intent มี Demand ที่เหมาะสม แข่งขันได้ และมีโอกาสสร้าง Lead หรือ Conversion 

เมื่อผ่านทั้ง 5 ขั้นตอนแล้ว จะช่วยให้การเลือก Keyword มีหลักเกณฑ์มากขึ้น และสามารถนำข้อมูลจาก Google Keyword Planner ไปใช้วางแผน SEO และ Google Ads ได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าเดิม 

ตัวอย่างการหา Keyword ด้วย Google Keyword Planner

การใช้ Google Keyword Planner ให้เกิดประโยชน์ไม่ได้จบแค่การค้นหา Keyword ที่มี Search Volume สูง แต่ควรนำ Keyword ที่ได้มาวิเคราะห์ต่อว่าผู้ค้นหาต้องการอะไร และ Keyword นั้นเหมาะกับหน้าเว็บไซต์ประเภทใด เพื่อให้สามารถนำไปสร้าง Content และวางโครงสร้างเว็บไซต์ได้อย่างเป็นระบบ 

Case Study: หา Keyword สำหรับเว็บไซต์รับทำ SEO 

สมมติว่ากำลังทำเว็บไซต์สำหรับ Digital Marketing Agency ที่ให้บริการรับทำ SEO และต้องการหา Keyword เพื่อวางแผนทั้งหน้าเว็บไซต์และบทความ เริ่มต้นด้วย Seed Keyword อย่าง รับทำ SEO จากนั้นนำ Keyword ไปค้นหาใน Google Keyword Planner เพื่อดู Keyword Ideas ที่เกี่ยวข้อง แล้วคัดเลือกคำที่มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจ จากนั้นแบ่งตาม Search Intent และวัตถุประสงค์ของหน้าเว็บไซต์ ดังนี้

KeywordIntentเหมาะกับ
รับทำ SEOTransactionalService Page
รับทำ SEO ราคาCommercialService / Pricing
SEO คืออะไรInformationalBlog
วิธีทำ SEOInformationalBlog
บริษัท SEOCommercialLanding Page
SEO AgencyCommercialService Page

จากตารางจะเห็นว่า Keyword แต่ละคำมี Search Intent แตกต่างกัน จึงไม่ควรนำทุก Keyword ไปใส่ไว้ในหน้าเดียวกัน เพราะผู้ค้นหาแต่ละกลุ่มอยู่ในขั้นตอนการตัดสินใจที่ต่างกัน

ตัวอย่างเช่น “SEO คืออะไร” เป็น Keyword เชิง Informational เหมาะกับการสร้างบทความให้ความรู้เพื่อดึงผู้ที่กำลังศึกษาเรื่อง SEO เข้ามายังเว็บไซต์ ขณะที่ “รับทำ SEO” มี Intent เชิง Transactional มากกว่า จึงเหมาะกับหน้า Service Page ที่นำเสนอรายละเอียดบริการ ผลงาน ราคา หรือช่องทางติดต่อ

ส่วน Keyword อย่าง “รับทำ SEO ราคา” มีลักษณะเป็น Commercial Intent เพราะผู้ค้นหามีแนวโน้มกำลังเปรียบเทียบตัวเลือกก่อนตัดสินใจ จึงอาจนำไปสร้างหน้า Pricing หรือเนื้อหาที่อธิบายปัจจัยที่มีผลต่อค่าบริการ SEO

ข้อผิดพลาดที่ควรระวังในการใช้ Google Keyword Planner

Google Keyword Planner จะช่วยให้ค้นหา Keyword และดูข้อมูลประกอบการวางแผนได้สะดวก แต่การมีข้อมูลมากขึ้นไม่ได้หมายความว่าจะเลือก Keyword ได้ถูกต้องเสมอไป หากนำตัวเลขมาใช้โดยไม่วิเคราะห์บริบท อาจทำให้ได้ Keyword ที่มี Traffic แต่ไม่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายหรือไม่สร้างผลลัพธ์ให้ธุรกิจ ดังนั้นจึงควรระวังข้อผิดพลาดต่อไปนี้

เลือก Keyword จาก Search Volume สูงอย่างเดียว

หนึ่งในข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือเห็น Keyword ที่มี Search Volume สูง แล้วเลือกมาใช้ทันที เพราะคิดว่าจะช่วยเพิ่ม Traffic ได้มากกว่า แต่ Keyword ที่มีคนค้นหาเยอะอาจมีการแข่งขันสูง หรือมี Search Intent ที่ไม่ตรงกับสินค้าและบริการของเว็บไซต์

ตัวอย่างเช่น Keyword กว้างอย่าง “SEO” อาจมี Search Volume สูง แต่ไม่สามารถบอกได้ชัดว่าผู้ค้นหาต้องการเรียนรู้เรื่อง SEO หาเครื่องมือ หรือกำลังมองหาบริการ ในทางกลับกัน Keyword ที่มี Search Volume ต่ำกว่าอย่าง “รับทำ SEO ราคา” อาจมี Business Value สูงกว่า เพราะแสดงความต้องการใช้บริการได้ชัดเจน

ดังนั้นควรพิจารณา Search Volume + Search Intent + Relevance + Business Value ร่วมกัน

ไม่ดู Search Intent

Keyword เดียวกันอาจมีเป้าหมายของผู้ค้นหาแตกต่างกัน หากไม่วิเคราะห์ Search Intent ก่อนสร้าง Content อาจทำให้หน้าเว็บไซต์ไม่สามารถตอบโจทย์สิ่งที่ผู้ใช้งานต้องการได้

เช่น

  • “SEO คืออะไร” → ต้องการความรู้
  • “วิธีทำ SEO” → ต้องการเรียนรู้วิธีการ
  • “บริษัท SEO” → กำลังค้นหาและเปรียบเทียบผู้ให้บริการ
  • “รับทำ SEO ราคา” → มีแนวโน้มกำลังพิจารณาซื้อบริการ

ดังนั้นก่อนเลือก Keyword ควรตรวจสอบว่าผู้ค้นหาต้องการอ่านข้อมูล เปรียบเทียบตัวเลือก หรือดำเนินการบางอย่าง แล้วเลือกประเภทหน้าเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับ Intent นั้น

สับสนระหว่าง Google Ads Competition กับ SEO Competition

ข้อมูล Competition ใน Google Keyword Planner เป็นข้อมูลเกี่ยวกับระดับการแข่งขันสำหรับ Google Ads ไม่ใช่ตัวชี้วัดโดยตรงว่า Keyword นั้นทำ SEO ยากหรือง่าย

ดังนั้นไม่ควรตีความว่า Keyword ที่มี Competition ระดับ High ใน Keyword Planner จะหมายความว่าเป็น Keyword ที่มี SEO Difficulty สูงเสมอไป หากต้องการประเมินการแข่งขันใน Organic Search ควรดูผลการค้นหาจริง วิเคราะห์เว็บไซต์คู่แข่ง คุณภาพของ Content และปัจจัย SEO อื่น ๆ เพิ่มเติม

ใช้ Keyword กว้างเกินไป

Keyword ที่กว้างเกินไปอาจมี Search Volume สูง แต่ไม่สามารถระบุความต้องการของผู้ค้นหาได้ชัดเจน เช่น “Digital Marketing”, “SEO” หรือ “รองเท้า” สำหรับบางเว็บไซต์ การเลือก Long-tail Keyword ที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้นอาจช่วยให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีความต้องการตรงกว่า เช่น “วิธีทำ Keyword Research สำหรับมือใหม่” แทนที่จะใช้เพียง “Keyword Research” การใช้ Keyword ที่เฉพาะเจาะจงยังช่วยให้กำหนดหัวข้อและสร้าง Content ที่ตอบ Search Intent ได้ง่ายขึ้น 

ยัด Keyword ลงบทความมากเกินไป

การได้ Keyword ที่ต้องการจาก Google Keyword Planner ไม่ได้หมายความว่าต้องนำ Keyword นั้นมาใส่ซ้ำ ๆ ในทุกย่อหน้า เพราะ Keyword Stuffing ไม่ใช่แนวทางที่ช่วยให้ Content มีคุณภาพมากขึ้น และอาจทำให้เนื้อหาอ่านไม่เป็นธรรมชาติ 

สิ่งที่ควรทำคือใช้ Keyword ในตำแหน่งที่เหมาะสม เช่น Title, Heading, Introduction และเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง พร้อมใช้คำที่มีความหมายใกล้เคียงและเขียนเนื้อหาให้ครอบคลุม Topic อย่างเป็นธรรมชาติ

หัวใจสำคัญของการทำ SEO จึงไม่ใช่การพยายามใส่ Keyword ให้ได้จำนวนมากที่สุด แต่คือการสร้าง เนื้อหาที่มีประโยชน์ ตอบคำถาม และตรงกับความต้องการของผู้ค้นหา จากนั้นจึงใช้ Keyword เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้ Search Engine เข้าใจเนื้อหาและหัวข้อของหน้าเว็บได้ดีขึ้น

สรุป Google Keyword Planner คืออะไร?

Google Keyword Planner ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับหา Keyword เพื่อยิง Google Ads เท่านั้น แต่ยังสามารถนำมาใช้เป็นจุดเริ่มต้นของ Keyword Research และ กลยุทธ์การทำ SEO บน On Page ได้ด้วย โดยช่วยให้เห็น Keyword ที่เกี่ยวข้อง ปริมาณการค้นหา แนวโน้ม และข้อมูลการแข่งขันที่นำไปประกอบการวางแผนได้ อย่างไรก็ตาม การเลือก Keyword ที่ดีไม่ควรดูเพียง Search Volume แต่ควรวิเคราะห์ร่วมกับ Search Intent, ความเกี่ยวข้องกับธุรกิจ, Competition และ Business Value เพื่อให้ Keyword ตอบโจทย์ทั้งผู้ค้นหาและเป้าหมายของเว็บไซต์

สำหรับมือใหม่ วิธีเริ่มต้นที่ง่ายที่สุดคือเลือก Seed Keyword ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ จากนั้นนำไปค้นหา Keyword Ideas ใน Google Keyword Planner แล้วจัดกลุ่มตาม Search Intent ก่อนเลือกคำที่เหมาะสมไปสร้าง Content หรือ Google Ads Campaign เพราะ Keyword ที่ดีไม่จำเป็นต้องเป็นคำที่มี Search Volume สูงที่สุด แต่ควรเป็น Keyword ที่ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายและมีโอกาสสร้าง Traffic, Lead หรือ Conversion ให้กับธุรกิจได้จริง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Google Keyword Planner

  1. Google Keyword Planner คืออะไร?

    Google Keyword Planner คือเครื่องมือจาก Google สำหรับค้นหาและวางแผน Keyword โดยพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้กับ Google Ads แต่สามารถนำข้อมูลอย่าง Keyword Ideas, Search Volume และแนวโน้มการค้นหาไปประยุกต์ใช้สำหรับ Keyword Research และ SEO ได้เช่นกัน

  2. Google Keyword Planner ใช้ฟรีไหม?

    สามารถเข้าถึง Google Keyword Planner ผ่าน Google Ads ได้โดยไม่มีค่าบริการแยกสำหรับตัวเครื่องมือ แต่หากนำ Keyword ไปสร้างและรันโฆษณาบน Google Ads จะมีค่าใช้จ่ายตาม Campaign, งบประมาณ และรูปแบบการประมูลที่ตั้งไว้

  3. Google Keyword Planner ใช้ทำ SEO ได้ไหม?

    ได้ สามารถใช้ค้นหา Keyword Ideas, Search Volume และแนวโน้มการค้นหา เพื่อนำไปวางแผน Keyword Strategy, Content Plan และโครงสร้างเว็บไซต์สำหรับ SEO ได้ แต่ควรวิเคราะห์ Search Intent และคู่แข่งใน Organic Search เพิ่มเติม

  4. Search Volume ใน Google Keyword Planner คืออะไร?

    Search Volume หรือ Average Monthly Searches คือข้อมูลประมาณการจำนวนการค้นหาเฉลี่ยต่อเดือนของ Keyword ในพื้นที่และช่วงเวลาที่กำหนด ใช้ช่วยประเมินระดับ Search Demand และความนิยมของ Keyword แต่ไม่ควรใช้เป็นเกณฑ์เดียวในการเลือกคำ

  5. Keyword ที่ Search Volume สูงดีที่สุดหรือไม่?

    ไม่เสมอไป เพราะ Keyword ที่มี Search Volume สูงอาจมีการแข่งขันสูงหรือไม่ตรงกับ Search Intent ของกลุ่มเป้าหมาย ควรพิจารณาร่วมกับ Relevance, Search Intent, Competition และ Business Value เพื่อเลือก Keyword ที่มีโอกาสสร้างผลลัพธ์ให้เว็บไซต์มากกว่า

  6. Google Keyword Planner เหมาะกับ SEO หรือ Google Ads มากกว่ากัน?

    Google Keyword Planner ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนการวางแผน Google Ads โดยตรง แต่สามารถนำข้อมูลมาประยุกต์ใช้กับ SEO ได้เช่นกัน เพียงต้องตีความข้อมูลให้เหมาะกับเป้าหมายของแต่ละช่องทาง เช่น SEO จะเน้น Organic Traffic และ Search Intent ส่วน Google Ads จะให้ความสำคัญกับ Conversion และต้นทุนโฆษณามากขึ้น

  7. Google Keyword Planner ต่างจาก Keyword Research Tool อื่นอย่างไร?

    Google Keyword Planner เป็นเครื่องมือจาก Google ที่เน้นข้อมูลสำหรับการค้นหาและวางแผนโฆษณา ขณะที่เครื่องมือ Keyword Research อื่น ๆ อาจมีฟีเจอร์เพิ่มเติม เช่น Keyword Difficulty, SERP Analysis, Competitor Keywords และ Backlink Data ดังนั้นการเลือกใช้ควรขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ต้องการวิเคราะห์และเป้าหมายของ SEO หรือ Google Ads

  8. มือใหม่ควรเริ่มหา Keyword จากตรงไหน?

    ควรเริ่มจาก Seed Keyword ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสินค้า บริการ หรือหัวข้อที่ต้องการทำ Content จากนั้นนำไปค้นหา Keyword Ideas ใน Google Keyword Planner แล้วคัดกรองและจัดกลุ่มตาม Search Intent ก่อนเลือก Keyword ที่เหมาะสมไปสร้าง Content, Service Page หรือ Google Ads Campaign

Picture of Pixel Pine

Pixel Pine

ทีมเบื้องหลังงานดีไซน์และดิจิทัลโซลูชันจาก Pixel Pine เราเชี่ยวชาญด้าน UI/UX Design, Web Development และ Content Strategy และ SEO Content ที่ช่วยยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์ให้โดดเด่น ยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์ของคุณให้สะดุดตา และสร้างการเติบโตที่จับต้องได้ตอบโจทย์ทุก Insight ของกลุ่มเป้าหมายยุคใหม่

Related posts

want to see
our Other articles?

ไอคอน PDPA
ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า