ในปี 2025 การมีเว็บไซต์ที่ดูดี ใช้งานง่าย และตอบโจทย์ธุรกิจคือหัวใจของความสำเร็จ ไม่ว่าคุณจะเเป็นเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า ร้านกาแฟ หรือครีเอเตอร์สายคอนเทนต์ การเลือกแพลตฟอร์มสร้างเว็บไซต์ก็คือก้าวแรกที่สำคัญ วันนี้ มาดูกันดีกว่าว่า WordPress, Shopify และ Wix แต่ละตัวมีจุดเด่นอย่างไร และแบบไหนเหมาะกับเราที่สุด
Table of Contents
WordPress

WordPress คือชื่อแรกที่หลายคนคิดถึง เพราะเป็น Open Source ที่ทรงพลังและยืดหยุ่ดที่สุด สามารถสร้างเว็บไซต์ได้ตั้งแต่บล็อกเล็กๆ ไปจนถึงเว็บ E-commerce ขนาดใหญ่ จุดเด่นคือปรับได้ทุกอย่าง มีปลั๊กอินนับแสน และดีไซน์ธีมที่แทบไม่มีข้อจำกัด แต่ก็ต้องยอมรับว่าต้องมีพื้นฐานการจัดการเว็บไซต์บ้าง เช่น การอัปเดตปลั๊กอิน ความปลอดภัย และการดูแล Hosting เอง
เหมาะกับใคร
- คนทำคอนเทนต์ บล็อกเกอร์
- ธุรกิจที่ต้องการฟังก์ชันเฉพาะ เช่น ระบบจอง, ร้านค้าออนไลน์ เป็นต้น
- ผู้ที่ต้องการควบคุมทุกส่วนของเว็บไซต์
เว็บไซต์ E-commerce ต่อยอดธุรกิจออนไลน์ สร้างผลลัพธ์ที่ดีในอนาคต
Shopify

ถ้าเน้นการขายของเป็นหลัก Shopify คือคำตอบ ถูกออกแบบมาเพื่อ E-commerce โดยเฉพาะ ฟีเจอร์ร้านค้า การจัดการสินค้า การรับชำระเงิน และระบบสต็อกถูกคิดมาให้พร้อมใช้งานแทบไม่ต้องปวดหัวเรื่องเทคนิค ข้อสังเกตคือ ค่าธรรมเนียมการใช้แพลตฟอร์มและส่วนแบ่งการขายอาจสูงกว่า WordPress และการปรับแต่งเชิงลึกอาจไม่ยืดหยุ่นเท่า
เหมาะกับใคร
- เจ้าของร้านค้าออนไลน์ทุกขนาด
- แบรนด์ที่อยากเปิดตลาดต่างประเทศง่าย
- คนที่อยากเริ่มขายเร็วโดยไม่ต้องยุ่งกับเทคนิค
Wix

สำหรับใครที่อยากได้เว็บไซต์เร็วๆ และเน้นดีไซน์สวย Wix คือเพื่อนคู่ใจ สามารถลาก-วาง เพื่อสร้างเว็บได้ทันที ไม่จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องโค้ดก็สามารถทำได้ แถมยังมีเทมเพลตและเครื่องมือ SEO เบื้องต้นให้ครบ ข้อจำกัดของตัวนี้คือ ถ้าอยากขยายเว็บหรือปรับแต่งขั้นสูง Wix อาจไม่สะดวกเท่ากับ WordPress หรือ Shopify
เหมาะกับใคร
- ฟรีแลนซ์หรือธุรกิจเล็กที่ต้องการเว็บไซต์เร็ว
- ร้านกาแฟ ร้านอาหาร หรือพอร์ตโฟลิโอส่วนตัว
- ผู้ที่ให้ความสำคัญกับดีไซน์และความง่าย
ตารางเปรียบเทียบ WordPress vs Shopify vs Wix
| คุณสมบัติ | WordPress | Shopify | Wix |
|---|---|---|---|
| ความง่ายในการใช้งาน | ⭐⭐ ต้องเรียนรู้บ้าง | ⭐⭐⭐⭐ เริ่มขายได้ไว | ⭐⭐⭐⭐⭐ ง่ายที่สุด |
| ความยืดหยุ่น | ⭐⭐⭐⭐⭐ ปรับได้เกือบทุกอย่าง | ⭐⭐⭐ เน้นขายของ | ⭐⭐ จำกัดเมื่อเว็บใหญ่ |
| ค่าบริการ | โฮสติ้งเริ่มต้น ~100 บาท/เดือน + ปลั๊กอินเสริม | เริ่ม ~900 บาท/เดือน + ค่าธรรมเนียมการขาย | เริ่ม ~300 บาท/เดือน |
| ดีไซน์ & ธีม | ธีมและปลั๊กอินนับแสน | เทมเพลตสวยและเหมาะกับร้านค้า | เทมเพลตสวย ใช้งานง่าย |
| อีคอมเมิร์ซ | ⭐⭐⭐⭐ (ใช้ WooCommerce) | ⭐⭐⭐⭐⭐ จุดเด่นชัด | ⭐⭐⭐ สำหรับร้านเล็ก |
| SEO (การทำให้ติด Google) | ⭐⭐⭐⭐⭐ คุมได้ลึก | ⭐⭐⭐⭐ เครื่องมือพร้อม | ⭐⭐⭐ เหมาะเว็บเล็ก |
ไม่ว่าจะเลือก WordPress, Shopify หรือ Wix สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่แค่แพลตฟอร์ม แต่คือการทำให้เว็บไซต์ตอบโจทย์เป้าหมายของคุณจริง
- ถ้าอยากได้เว็บสวย ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน แนะนำให้เลือก Wix
- ถ้าเน้นการขายออนไลน์เต็มตัว แนะนำให้เลือก Shopify
- ถ้าอยากได้ความอิสระ ยืดหยุ่น และเติบโตได้ไกล แนะนำให้เลือก WordPress
สุดท้ายแล้ว เว็บไซต์ไม่ใช่หน้าตาออนไลน์ แต่คือเครื่องมือที่จะช่วยเล่าเรื่องราวของคุณ เชื่อมต่อกับลูกค้าและสร้างการเติบโตให้ธุรกิจ เลือกแพลตฟอร์มที่เข้ากับคุณที่สุด แล้วลงมือทำเว็บไซต์นั้นใช้งานง่าย มีประสบการณ์ที่ดี เท่านี้เราพร้อมจะก้าวเข้าสู่โลกออนไลน์ได้อย่างมั่นใจ
ทำไมธุรกิจ SME ถึงควรมีเว็บไซต์ ในปี 2025 พร้อมเคล็ดลับเพิ่มยอดขายออนไลน์
ทำเว็บไซต์ กับเอเจนซี่หรือฟรีแลนซ์ แบบไหนดีกว่ากัน?
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถ้าไม่เก่งเทคนิคเลย ควรเริ่มที่แพลตฟอร์มไหน?
ถ้าต้องการเว็บสวยเร็ว Wix เหมาะที่สุด แต่ถ้าเน้นขายของออนไลน์ Shopify คือคำตอบ
ทำไมหลายแบรนด์ใหญ่ยังเลือก WordPress?
เพราะ WordPress ปรับแต่งได้ลึกและไม่มีข้อจำกัดเรื่องฟีเจอร์ เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการโตไปอีกหลายขั้น
ค่าบริการแพลตฟอร์มเหล่านี้แตกต่างกันแค่ไหน?
Wix เริ่มต้นถูกสุดราว 300 บาท/เดือน, WordPress เริ่มราว 100 บาท/เดือน (ไม่รวมปลั๊กอินพรีเมียม) ส่วน Shopify เริ่มต้นสูงสุดราว 900 บาท/เดือน และมีค่าธรรมเนียมการขายเพิ่ม
ถ้าอยากทำ SEO ระยะยาว เลือกอะไรดี?
WordPress คือที่สุดสำหรับ SEO เพราะคุมได้ทุกส่วน ตั้งแต่โครงสร้างลิงก์ไปจนถึงปลั๊กอินขั้นสูง